สัญญาณแท่งเทียน ตอนที่ 4 (ตอนจบ)

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

ในครั้งที่แล้วผมได้พูดถึงสัญญาณแท่งเทียนในลักษณะแท่งเทียนสีแดง (ราคาปิดตลาด ต่ำกว่าราคาเปิดตลาด) ไปแล้ว ซึ่งท่านสามารถอ่านบทความย้อนหลังได้ตาม Link ด้านล่างนี้ครับ

ตอนที่ 1 :   https://stocksilomline.wordpress.com/2016/06/09/สัญญาณแท่งเทียน-ตอนที่-1/

ตอนที่ 2 :  https://stocksilomline.wordpress.com/2016/06/16/สัญญาณแท่งเทียน-ตอนที่-2/

ตอนที่ 3 :  https://stocksilomline.wordpress.com/2016/06/23/สัญญาณแท่งเทียน-ตอนที่-3/

ในบทความนี้จะกล่าวถึงลักษณะของแท่งเทียนอีกรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะลำตัวแท่งเทียน (Body) ขนาดเล็ก และมีส่วนของไส้เทียน (Shadow) ความยาวเท่าๆกัน เกิดขึ้นทั้งส่วนบน และส่วนล่างของลำตัวแท่งเทียน ซึ่งเราจะเรียกรูปแบบของสัญญาณแท่งเทียนในลักษณะนี้ว่า Spinning Top

Candle4_1

Spinning Top เป็นสภาวะของการเกิดแรงซื้อและแรงขายที่มีแรงต้านกันอยู่จนเกิดสภาวะของแรงซื้อและแรงขายมีกำลังเท่าๆกัน  เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า “แนวโน้ม” ทิศทางการเคลื่อนตัวของราคาหุ้นจะเป็นไปในลักษณะเหวี่ยงตัวขึ้นสลับลงออกทางด้านข้าง (Sideway)  ในกรอบแคบๆ

แม้ว่าสัญญาณแท่งเทียนในลักษณะ Spinning Top จะมีรูปแบบที่ใกล้เคียงกับ สัญญาณแท่งเทียนในลักษณะ “โดจิ” (Doji)  ก็ตาม แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่   “โดจิ” (Doji)  จะมี “แนวโน้ม” ของสัญญาณการ “เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนตัว”  ที่ชัดเจนมากกว่า สัญญาณแท่งเทียนในลักษณะ Spinning Top

Candle4_2

แต่หาก  Spinning Top มีส่วนของไส้เทียน (Shadow) ที่ยาวมากๆ  ก็จะมีผลทำให้  “แนวโน้ม” ของสัญญาณการ “เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนตัว” มีความชัดเจนมากขึ้นได้

Candle4_3

สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดภายใต้บทความชุด “สัญญาณแท่งเทียน” นี้ จะเป็นการสรุปภาพรวมของ สัญญาณแท่งเทียนเพื่อให้ท่านสามารถประเมิน “แนวโน้ม” ทิศทางการเคลื่อนตัวของราคาหุ้นได้ในเบื้องต้น โดยที่ยังไม่ได้เจาะลึกไปถึงรูปแบบต่างๆ ของสัญญาณแท่งเทียน ที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบมาก ซึ่งหากมีโอกาสผมจะหยิบยกรูปแบบต่างๆเหล่านั้นมาอธิบายเพื่อให้ท่านได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น

และแม้ว่าสัญญาณแท่งเทียนจะช่วยบอกถึง “แนวโน้ม” การเคลื่อนตัวในอนาคตข้างหน้าได้ แต่ก็ควรนำสัญญาณการเคลื่อนตัวจากเครื่องมือต่างๆ มาใช้เป็นเคลื่อนมือประกอบการตัดสินใจด้วย จึงจะสามารถคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้แม่นยำมากขึ้น

ขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาติดตาม หากไม่รังเกียจกรุณาช่วยกด Like facebook หรือช่วยแชร์ ส่งต่อสิ่งดีๆเหล่านี้ให้กับสังคมด้วยนะครับ และขอเชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ..สังคมเล็กๆที่อบอุ่น เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆคืนให้กับสังคมต่อไป.

Logo_Fanpage_Small

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

Advertisements

สัญญาณแท่งเทียน ตอนที่ 3

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

ในครั้งที่แล้วผมได้พูดถึงสัญญาณแท่งเทียนในลักษณะแท่งเทียนสีเขียว (ราคาปิดตลาดสูงกว่าราคาเปิดตลาด) ไปแล้ว สำหรับบทความนี้ผมจะกล่าวถึงลักษณะแท่งเทียนสีแดง (ราคาปิดตลาด ต่ำกว่าราคาเปิดตลาด) ว่ามีลักษณะอย่างไรบ้างที่ท่านควรจะจดจำ

Candle3_1

อย่างที่เคยกล่าวเอาไว้วาลักษณะของสัญญาณแท่งเทียนนั้นมีรูปแบบที่หลากหลายมาก และก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามรูปแบบที่เกิดขึ้นซึ่งจดจำค่อนข้างยาก  เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำผมจึงขอนำเทคนิคเล็กๆน้อยในการช่วยจำโดยให้ท่านจดจำไว้เสมอว่า เมื่อเกิดสัญญาณแท่งเทียนสีแดงขึ้นไม่ว่าจะเป็นรูปทรงใดก็ตามอยู่คู่กับสัญญาณแท่งเทียนสีเขียว ให้สันนิษฐานในขั้นต้นได้เลยว่า “แนวโน้ม” ในอนาคตข้างหน้าจะต้องเกิดการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนตัว อย่างแน่นอน ส่วนทิศทางการเคลื่อนตัวจะเป็นรูปแบบใดให้ยึดหลักดังนี้ครับ

กรณีเกิดสัญญาณแท่งเทียนสีเขียวอย่างต่อเนื่องแล้วเกิดสัญญาณแท่งเทียนสีแดงขึ้น (ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม) ให้สันนิษฐานได้เลยว่าทิศทางการเคลื่อนตัวมี “แนวโน้ม” ว่าจะปรับตัวลดลง ดังภาพด้านล่าง

Candle3_2

 

กรณีเกิดสัญญาณแท่งเทียนสีแดงอย่างต่อเนื่องแล้วเกิดสัญญาณแท่งเทียนสีเขียวขึ้น (ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม) ให้สันนิษฐานได้เลยว่าทิศทางการเคลื่อนตัวมี “แนวโน้ม” ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น

Candle3_3

 

กรณีเกิดสัญญาณแท่งเทียนสีแดงอย่างต่อเนื่องแล้วเกิดสัญญาณแท่งเทียนสีแดงดังภาพด้านล่างให้สันนิษฐานดังนี้ครับ

กรณีที่ 1  เกิดสัญญาณแท่งเทียนที่มีไส้เทียนยาวเหนือแท่งเทียนสีแดง

ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า “แนวโน้ม” ทิศทางหลักจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอาจจะมีการเปลี่ยนทิศทางปรับตัวขึ้นได้

กรณีที่ 2 เกิดสัญญาณแท่งเทียนที่มีไส้เทียนยาวอยู่ใต้แท่งเทียนสีแดง

ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า “แนวโน้ม” ทิศทางหลักจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยอาจจะมีปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องได้เช่นเดียวกัน

กรณี 3 เกิดสัญญาณแท่งเทียนที่มีแท่งเทียนสีแดงเต็มแท่ง

ให้สันนิษฐานได้เลยว่า “แนวโน้ม” ของทิศทางการเคลื่อนตัวจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

Candle3_4

เทคนิคช่วยจำนี้จะช่วยให้ท่านลดความช่วยยุ่งยากในการจดจำรูปแบบของสัญญาณแท่งเทียนที่มีอยู่อย่างหลากหลายได้ ซึ่งหากนำหลักดังกล่าวนี้ไปประกอบกับสัญญาณการเคลื่อนตัวจากเครื่องมือต่างๆ จะทำให้ท่านสามารถคาดเดา “แนวโน้ม” ทิศทางการเคลื่อนตัวได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เดี๋ยวครั้งหน้าเราจะมาว่ากันต่อครับ

ขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาติดตาม หากไม่รังเกียจกรุณาช่วยกด Like facebook หรือช่วยแชร์ ส่งต่อสิ่งดีๆเหล่านี้ให้กับสังคมด้วยนะครับ และขอเชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ..สังคมเล็กๆที่อบอุ่น เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆคืนให้กับสังคมต่อไป.

Logo_Fanpage_Small

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

สัญญาณแท่งเทียน ตอนที่ 2

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

ในครั้งที่แล้วผมได้พูดถึงสัญญาณแท่งเทียนในแบบ “โดจิ” (Doji) ซึ่งเป็นแท่งเทียนในลักษณะที่ไม่มีลำตัวของแท่งเทียนเลยเนื่องจากราคาเปิดตลาด และราคาปิดตลาดเท่ากันพอดี

ลักษณะของสัญญาณแท่งเทียนนั้นมีรูปแบบที่หลากหลายมาก สำหรับบทความนี้ผมจะกล่าวถึงรูปแบบของสัญญาณแท่งเทียนที่เรามักจะพบเห็นกันอยู่บ่อยๆ เพื่อใช้เป็นข้อสังเกตในการประเมิน “แนวโน้ม” สัญญาณการเคลื่อนตัวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้  สำหรับสัญญาณแท่งเทียนที่ผมจะกล่าวถึงในบทความนี้จะเป็นสัญญาณแท่งเทียนในลักษณะแท่งเทียนสีเขียว (ราคาปิดตลาดสูงกว่าราคาเปิดตลาด) เท่านั้น

Candel2_1

จากรูปด้านบนผมจะแบ่งลักษณะของสัญญาณแท่งเทียนออกเป็นกลุ่ม 4 ใหญ่ๆ ดังนี้ครับ

กลุ่มที่ 1 : สัญญาณแท่งเทียนที่มีความยาวมากกว่าปกติ

ถือเป็นสัญญาณแท่งเทียนที่เป็น “แนวโน้มที่ไม่ดี” แม้ว่าจะเป็นสัญญาณบวกก็ตาม สัญญาณแท่งเทียนที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้เป็นผลมาจากอาการ “แย่งกันซื้อ” อย่างไม่ลืมหูลืมตาจนเกินสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้หลังเกิดสัญญาณแท่งเทียนในลักษณะนี้แล้ว “แนวโน้ม” ที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่มักจะมีทิศทางที่ปรับตัวลดลง

Candel2_4

 

กลุ่มที่ 2 : สัญญาณแท่งเทียนเต็มแท่ง หรือมีไส้เทียนน้อย

ถือเป็นสัญญาณแท่งเทียนที่เป็น “แนวโน้มที่ดี” สัญญาณแท่งเทียนที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวาอย่างสัญญาณแท่งเทียนในกลุ่มที่ี 1 ซึ่งมีผลทำให้หลังเกิดสัญญาณแท่งเทียนในลักษณะนี้แล้ว “แนวโน้ม” ที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่มักจะมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Candel2_3

 

กลุ่มที่ 3 : สัญญาณแท่งเทียนที่มีไส้เทียนด้านบนยาว

ถือเป็นสัญญาณแท่งเทียนที่เป็น “แนวโน้มที่ไม่ดี” เพราะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงแรงขายที่เริ่มมีมากขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้หลังเกิดสัญญาณแท่งเทียนในลักษณะนี้แล้ว “แนวโน้ม” ที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่มักจะมีทิศทางที่ปรับตัวลดลง

Candel2_2

 

กลุ่มที่ 4 : สัญญาณแท่งเทียนที่มีไส้เทียนด้านล่างยาว

ถือเป็นสัญญาณแท่งเทียนที่เป็น “แนวโน้มที่ดี” เพราะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ามีแรงซื้อเกิดขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้หลังเกิดสัญญาณแท่งเทียนในลักษณะนี้แล้ว “แนวโน้ม” ที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่มักจะมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น

Candel2_5

ท่านควรจะจดจำลักษณะของแท่งเทียนในกลุ่มต่างๆที่ผมได้สรุปมานี้ให้ได้นะครับ เพราะเป็นสัญญาณแท่งเทียนที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถคาดการณ์ “แนวโน้ม” ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้  เดี๋ยวครั้งหน้าเราจะมาว่ากันต่อนะครับว่าถ้าหากเป็นสัญญาณแท่งเทียนแดงๆ เราจะมีจุดสังเกตอย่างไรบ้าง

 

ขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาติดตาม หากไม่รังเกียจกรุณาช่วยกด Like facebook หรือช่วยแชร์ ส่งต่อสิ่งดีๆเหล่านี้ให้กับสังคมด้วยนะครับ และขอเชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ..สังคมเล็กๆที่อบอุ่น เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆคืนให้กับสังคมต่อไป.

Logo_Fanpage_Small

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

สัญญาณแท่งเทียน ตอนที่ 1

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

สัญญาณแท่งเทียน หรือ กราฟแท่งเทียน (Candlestick chart) สัญญาณกราฟที่สำคัญรูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากว่ามันสามารถที่จะอธิบายถึงสัญญาณการซื้อขาย รวมถึงแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้

dogi0

ลักษณะของแท่งเทียนจะประกอบไปด้วยส่วนของลำตัวแท่งเทียน (Body) และส่วนของไส้เทียน (Shadow)  รูปแบบของแท่งเทียนนั้นสามารถมีได้หลากหลายรูปแบบ  ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะของแท่งเทียนสีเขียว (ราคาปิดตลาด สูงกว่าราคาเปิดตลาด) หรือ แท่งเทียนสีแดง (ราคาปิดตลาด ต่ำกว่าราคาเปิดตลาด) หรืออาจจะเป็นลักษณะแท่งเทียนที่ไม่มีลำตัวแท่งเทียน (Body) เนื่องจากราคาเปิดตลาดเท่ากับราคาปิดตลาดก็ได้

dogi1

เราลองมาดูลักษณะแท่งเทียนในรูปแบบแรกกันเลยดีกว่านะครับ ซึ่งเป็นแท่งเทียนในลักษณะที่ไม่มีลำตัวของแท่งเทียนเลยเนื่องจากราคาเปิดตลาด และราคาปิดตลาดเท่ากันพอดี ซึ่งเราจะเรียกแท่งเทียนในลักษณะนี้ว่า “โดจิ” (Doji)

dogi2

“โดจิ” (Doji) นั้นจะมีอยู่หลากหลายรูปแบบ ความสั้นยาวของไส้เทียนก็อาจจะแตกต่างกันไปตามสัญญาณการซื้อขายที่เกิดขึ้น แต่ความสำคัญของ “โดจิ” (Doji) นั้นก็คือ มันเป็นสัญญาณแท่งเทียนที่มาสามารถบ่งบอกถึง “แนวโน้ม” ของการเปลี่ยน Trend ได้เป็นอย่างดี

dogi3

เราลองมาดูตัวอย่างกรณีศึกษาจากกราฟของจริงกันนะครับ  จากภาพด้านล่าง ก่อนการเกิด “โดจิ” (Doji) ในจุดที่ 1 จะเห็นได้ว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวสูงขึ้นมาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดสัญญาณ “โดจิ” (Doji) ขึ้น ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยน Trend ราคาหุ้นเปลี่ยนทิศทางปรับตัวลดลงมาทันที

และในจุดที่ 5 เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดสัญญาณ “โดจิ” (Doji) ในจุดที่ 5 ขึ้นก็มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยน Trend ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นมาทันทีเช่นกัน

dogi4

ข้อสังเกตที่ท่านควรจะจดจำไว้ก็คือ ถ้าหากลักษณะของ “โดจิ” (Doji) เป็นไปในรูปแบบเดียวกับจุดที่ 1 ,3 หรือ 4 “แนวโน้ม” ของราคาหุ้นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า จะเป็นไปในลักษณะปรับตัวลดลง หรือก็คือ การเปลี่ยน Trend เป็นทิศทางขาลง มากกว่าที่จะเปลี่ยนไปเป็น Trend ขาขึ้น

แต่หาก “โดจิ” (Doji)  เป็นไปในรูปแบบเดียวกับจุดที่ 2 หรือ 5 “แนวโน้ม” ของราคาหุ้นมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือก็คือ การเปลี่ยน Trend เป็นทิศทางขาขึ้น นั่นเอง

ทั้งนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆประกอบด้วยนะครับ เช่น “โดจิ” (Doji) ที่เกิดขึ้นควรจะอยู่ในจุดที่ห่างกันพอสมควร จึงจะสามารถบ่งบอกถึงการเปลี่ยน Trend ได้อย่างชัดเจน มากกว่า “โดจิ” (Doji)  ที่เกิดขึ้นแบบถี่ๆติดๆกัน เป็นต้น

ขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาติดตาม หากไม่รังเกียจกรุณาช่วยกด Like facebook หรือช่วยแชร์ ส่งต่อสิ่งดีๆเหล่านี้ให้กับสังคมด้วยนะครับ และขอเชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ..สังคมเล็กๆที่อบอุ่น เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆคืนให้กับสังคมต่อไป.

Logo_Fanpage_Small

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

ว่าด้วยเรื่องคลื่น อีเลียตเวฟ (Elliott wave) ตอนที่ 3 (ตอนจบ)

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

ในครั้งที่แล้วผมได้อธิบายถึงคุณสมบัติของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) ว่ามีลักษณะการเคลื่อนตัว อย่างไรบ้าง  ซึ่งหลักๆแล้วคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave)  จะมีจังหวะในช่วงขาขึ้น (Up Trend) อยู่ 5 จังหวะด้วยกัน นั่นก็คือ wave ที่ 1 ถึง wave ที่ 5 และช่วงจังหวะขาลง (Down Trend)  จะมีอยู่ 3 จังหวะ นั่นก็คือ wave A, wave B และ wave C

สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำไว้นั่นก็คือ หากการเคลื่อนตัวของทรงกราฟเป็นไปในลักษณะทีี่ตรงกับรูปแบบของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) และท่านต้องการลงทุนในลักษณะการเก็งกำไรโดยอาศัยความเข้าใจในเรื่องของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) ผมขอแนะนำว่าให้ท่านเก็งกำไรเฉพาะเมื่ออยู่ในช่วง waveที่ 1 ถึง wave ที่ 5 เท่านั้น เพราะถือว่าเป็นช่วงที่ยังมีความปลอดภัยอยู่

wave2

ทีนี้เมื่ออยู่ในโลกของความเป็นจริง ก็บอกตามตรงว่าไม่มีใครทราบหรอกครับว่าเมื่อไหร่ถึงจะเกิดคลื่น wave ที่ 1 ถึง wave ที่ 5 ยกเว้นคนที่ตั้งใจจะลากราคาให้เป็นรูปแบบนั้นเท่านั้นแหล่ะครับ แต่เราก็พอจะประเมินแนวโน้มที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ จากสัญญาณแท่งเทียน และการใช้เครื่องมือต่างๆในการประเมิน ซึ่งโดยส่วนตัวผม ผมจะสังเกต “แนวโน้ม” จากสิ่งเหล่านี้ครับ

 

1. สัญญาณ bolliger bands

ในช่วง wave ที่ 1 และ wave ที่ 2 สัญญาณการเคลื่อนตัวของ bollinger bands มักจะเป็นลักษณะ sideway หรือ sideway up เล็กน้อย และเมื่อเข้าสู่ wave ที่ 3  bollinger bands จะยกตัวสูงขึ้น เส้นขอบบน (upper band) และเส้นขอบล่าง (lower band) ของ bollinger bands จะแยกตัวออกจากกันอย่างเห็นได้ชัด

wave6

2  สัญญาณแท่งเทียน

สัญญาณแท่งเทียนใน wave ที่ 1 และ wave ที่ 2 มักจะมองไม่ค่อยชัด แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่ wave ที่ 3 จะเห็นสัญญาณที่ชัดเจน เพราะแท่งเทียนส่วนใหญ่ มักจะเป็นแท่งสีเขียวยาวๆ ยกตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไส้ของแท่งเทียนน้อยมากหรือไม่มีเลย และเมื่อเริ่มเห็นไส้เทียนยาวขึ้น นั่นแสดงว่าใกล้จบช่วงคลื่นนั้นๆแล้ว

จุดสังเกตอีกจุดหนึ่งก็คือ เมื่อแท่งเทียนเลยเส้นของบน (upper band) ของ bollinger bands เต็มแท่ง 1 – 2 แท่ง ก็จะจบในช่วงคลื่นนั้นๆ  (wave ที่ 3 , wave ที่ 5) เพราะโดยหลักการของ bollinger bands เมื่อแท่งเทียน เลยขอบ bollinger bands ไปแล้ว แท่งเทียนก็จะปรับทิศทางวิ่งเข้าหาเส้นแกนกลาง (middle band) ของ bollinger bands เสมอ

3. parabolic

ในช่วง wave ที่ 1 และ wave ที่ 2  สัญญาณ parabolic (ลูกศรสีเหลืองชี้อยู่) จะเคลื่อนตัวออกทางด้านข้าง ซึ่งจะอยู่เหนือแท่งเทียนหรือต่ำกว่าแท่งเทียนก็ได้ แต่เมื่อเข้าสู่ wave ที่ 3 parabolic จะยกตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอยู่ใต้แท่งเทียนเสมอ

wave7

การยกตัวขึ้นของสัญญาณ parabolic มักจะยกตัวขึ้นไปจนจบ wave ที่ 4 และเมื่อเข้าสู่ wave ที่ 5 และ สัญญาณ  parabolic อยู่เหนือแท่งเทียน นั่นก็เป็นสัญญาณที่บอกว่าท่านต้อง “ขายหุ้น” ทิ้งไป “ไม่ใช่ซื้อ” เพราะกำลังเข้าสู่ช่วงขาลงของช่วงคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) แล้ว

แต่หากอยู่ในช่วง wave ที่ 5 แล้ว สัญญาณ parabolic ยังอยู่ใต้แท่งเทียน ก็มีแนวโน้มว่าอาจเกิดคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) ย่อยๆขึ้นอีกครั้ง ซึ่งสัญญาณในลักษณะแบบนี้มักจะเกิดกับหุ้นที่ร้อนแรงจริงๆ และไม่ค่อยได้เจอรูปแบบนี้เท่าไหร่ครับ

wave1

นี่เป็นจุดสังเกตเล็กๆน้อยๆที่ผมนำมาแชร์ให้แฟนๆได้รับทราบกัน จริงๆโดยส่วนตัวของผมแล้วก็ยังมีการใช้เครื่องมืออีกหลายชนิดที่จะจับจุดสังเกต แต่โดยหลักๆเครื่องมือทั้ง 3 อย่างที่ผมนำมาแชร์ให้แฟนๆได้รับทราบกันก็สามารถใช้ได้แล้วครับ ซึ่งในโลกของความเป็นจริงแล้ว สัญญาณการเคลื่อนตัวมันไม่ได้เป็นลักษณะของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) เสมอไป บางครั้งสัญญาณการเคลื่อนตัวเมื่อจบ wave ที่ 3 แล้วอาจทิ้งตัวลงมาเลยก็ได้ ไม่มี wave ที่ 4 wave ที่ 5 อย่างที่ควรจะเป็น  บอกตรงๆว่าเรื่องคลื่นนี่เป็นอะไรที่คาดเดาได้ยากจริงๆครับ

 

ขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาติดตาม หากไม่รังเกียจกรุณาช่วยกด Like facebook หรือช่วยแชร์ ส่งต่อสิ่งดีๆเหล่านี้ให้กับสังคมด้วยนะครับ และขอเชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ..สังคมเล็กๆที่อบอุ่น เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆคืนให้กับสังคมต่อไป.

Logo_Fanpage_Small

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

ว่าด้วยเรื่องคลื่น อีเลียตเวฟ (Elliott wave) ตอนที่ 2

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

ในครั้งที่แล้วผมได้ให้การบ้านโดยการให้ไปจดจำภาพลักษณะการเคลื่อนตัวของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) ในจังหวะต่างๆกันให้ขึ้นใจเสียก่อน หวังว่าคงจะจดจำภาพได้ขึ้นใจกันแล้วนะครับ

สำหรับในครั้งนี้จะเป็นการอธิบายถึงคุณสมบัติของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave)  ในจังหวะต่างๆว่ามีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ว่าแล้วก็ตามกันมาเลยครับ

wave

จากรูปด้านบนเราจะเห็นว่าคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave)  จะมีจังหวะในช่วงขาขึ้น (Up Trend) อยู่ 5 จังหวะด้วยกัน นั่นก็คือ wave ที่ 1 ถึง wave ที่ 5 และช่วงจังหวะขาลง (Down Trend)  จะมีอยู่ 3 จังหวะ นั่นก็คือ wave A, wave B และ wave C   สามารถแบ่ง Trend ได้ตามรูปด้านล่างครับ

wave0

ทีนี้ก็มาดูลักษณะการเคลื่อนตัวของแต่ละ wave กันว่าจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรกันบ้าง

wave ที่ 1

จะเป็นจุดเริ่มต้นของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave)  หลังจากที่ราคาหุ้นสงบนิ่งอยู่นาน คลื่นในช่วงนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ และเป็นลักษณะของการ “ขึ้นอย่างเงียบๆ” ซึ่งเป็นจังหวะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสนใจในหุ้นตัวนั้นๆเลยว่า และไม่คิดว่ากำลังจะถูกลากราคาขึ้นไป

 

wave ที่ 2

คลื่นในจังหวะนี้จะเป็นลักษณะของการย่อตัวของราคาหุ้นลงมาเพื่อที่จะดีดราคาหุ้นกลับขึ้นไปอย่างแรง จุดสำคัญของ wave ที่ 2 นี้ก็คือ wave ที่ 2 จะต้องไม่เคลื่อนตัวต่ำไปกว่าจุดเริ่มต้นของ wave ที่ 1 

wave3

 

wave ที่ 3

จะเป็นจังหวะที่ราคาหุ้นดีดกลับขึ้นไปอย่างแรง  และเป็นจังหวะที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด Volume การซื้อขายในช่วงจังหวะนี้จะเป็นไปอย่างหนาแน่นมาก ราคาหุ้นจะถูกลากขึ้นไปไกลมาก มากซะจนนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าซื้อ จุดสำคัญสำหรับ wave ที่ 3 นี้ก็คือ จะเป็นช่วงคลื่นที่มีความยาวมากที่สุด   

ดังนั้น ถ้าราคาหุ้นดีดตัวขึ้นไปเล็กน้อยแล้วย่อตัวกลับลงมา

wave4

หรือ ขึ้นๆลงๆสลับไปมาการเคลื่อนตัวในลักษณะนี้จะยังไม่ถือว่าเป็น wave ที่ 3  นะครับ  ยังคงถือว่าเป็น wave ที่ 2 หรืออาจจะไม่ใช่คลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) เลยถ้าหากว่าหลุดต่ำกว่า wave ที่ 1

wave5

 

wave ที่ 4

คลื่นในจังหวะนี้จะเป็นลักษณะของการย่อตัวของราคาหุ้นลงมาเพื่อที่จะดีดราคาหุ้นกลับขึ้นไปสู่ wave ที่ 5 จังหวะนี้แหล่ะครับจะเป็นจังหวะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ที่ไม่กล้าเข้าในจังหวะ wave ที่ 3 จะมาแห่ซื้อหุ้นกันในจังหวะ wave ที่ 4 นี้ จุดสำคัญของ wave ที่ 4 นี้ก็คือ wave ที่ 4 จะต้องไม่เคลื่อนตัวต่ำไปกว่าจุดสูงสุดของ wave ที่ 1 

 

wave ที่ 5

จะเป็นจังหวะที่ราคาหุ้นดีดกลับขึ้นไปอีกครั้ง ซึ่งเป็นจังหวะของการขายหุ้นเพราะเป็น wave สุดท้ายของช่วงจังหวะขาขึ้น และเป็นช่วงราคาที่ดีที่สุดของการขายหุ้นในรอบการเล่นนั้นๆ  แต่ wave ในจังหวะนี้กลับเป็นจังหวะของการ “ไล่ราคา” ซื้อหุ้นมาถือไว้สำหรับนักลงทุนที่ไม่เข้าใจในหลักการของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave)  (ไล่ซื้อหุ้นมาตั้งแต่ wave ที่ 4 นั่นแหล่ะ)   จุดสำคัญสำหรับ wave ที่ 5 นี้ก็คือจะเคลื่อนตัวไปได้สูงกว่า wave ที่ 3 แต่จะมีช่วงคลื่นที่สั้นกว่า wave ที่ 3   

 

wave A

จะเป็นจังหวะที่เริ่มเข้าสู่ขาลง โดยราคาหุ้นจะค่อยๆซึมลงมา หรืออาจจะถูกตบลงมาอย่างแรง  อาการติดหุ้นเริ่มมีให้เห็นประปราย ดังนั้นเมื่อราคาหุ้นต่ำลงมา สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจหลักการของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) การซื้อหุ้นในจังหวะนี้จึงเป็นการซื้อหุ้นเพื่อ “ถัวเฉลี่ยราคาหุ้น” ให้ต่ำลงมา  แต่สำหรับผู้ที่เข้าใจหลักการของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) จังหวะนี้จะเป็นจังหวะสุดท้ายของการเก็งกำไร เพราะยังไงๆก็ต้องเข้าสู่ wave B แน่นอน ก่อนจบรอบการเล่น  จุดสำคัญของ wave A นี้ก็คือ wave A จะต้องไม่เคลื่อนตัวต่ำไปกว่า wave ที่ 4

 

wave B

จะเป็นจังหวะที่ราคาหุ้นดีดกลับขึ้นไปอีกเป็นครั้งสุดท้าย แต่ราคาหุ้นจะไปได้ไม่ไกลก่อนที่จะถูกตบราคาร่วงลงมาอย่างแรงอีกครั้ง   จุดสำคัญสำหรับ wave B นี้ก็คือ การเคลื่อนตัวจะไม่สูงไปกว่า wave ที่ 5   

 

wave C

จังหวะนี้จะเป็นจังหวะสุดท้ายของรอบการเล่น ราคาหุ้นจะร่วงลงมาอย่างแรงและต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะมีจังหวะของการดีดราคากลับขึ้นไปบ้าง แต่ก็เป็นการขึ้นเพื่อที่จะลงต่อ volume การซื้อขายค่อยๆหดลงไปเรื่อยๆ เพราะเป็นการเล่นกันเองของนักลงทุนรายย่อยแล้ว การซื้อขายที่มีอยู่เกิดจากผู้ที่ติดหุ้นอยู่ พยายามซื้อเพื่อถัวเฉลี่ยราคาหุ้น บางกลุ่มก็ยอมยกธงตัดใจ cut loss และเมื่อราคาหุ้นลงจนสุดแล้ว volume การซื้อขายจะหดหายชนิดวังเวงสุดๆ แล้วราคาหุ้นก็จะซึมยาวไปอีกนาน บางครั้งอาจนานเป็นปีหรือหลายๆปีก็ได้

 

นี่คือลักษณะการเคลื่อนตัวของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave)  ซึ่งในแต่ละ wave อาจจะเกิดคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave)  ย่อยๆเกิดขึ้นก็ได้ เรื่องการนับคลื่นเนี่ยดูเหมือนจะง่ายแต่เอาเข้าจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ง่ายหรอกครับ เดี๋ยวครั้งหน้าเรามาว่ากันต่อ สำหรับวันนี้เอาเพียงแค่นี้ก่อนก็แล้วกันเน๊อะ.

ขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาติดตาม หากไม่รังเกียจกรุณาช่วยกด Like facebook หรือช่วยแชร์ ส่งต่อสิ่งดีๆเหล่านี้ให้กับสังคมด้วยนะครับ และขอเชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ..สังคมเล็กๆที่อบอุ่น เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆคืนให้กับสังคมต่อไป.

Logo_Fanpage_Small

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

ว่าด้วยเรื่องคลื่น อีเลียตเวฟ (Elliott wave) ตอนที่ 1

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม

หลักพื้นฐานสำคัญของการลงทุนในลักษณะการเก็งกำไรอย่างหนึ่งที่นักลงทุนสมควรที่จะต้องทราบและทำความเข้าใจนั่นก็คือ การทำความเข้าใจในเรื่องของคลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave)  เพราะมันจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ถึง “แนวโน้ม” ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้แม้ว่า “แนวโน้ม” ที่คาดการณ์นั้นมันอาจจะไม่ถูกต้อง 100% ในทุกกรณีก็ตาม

มีนักลงทุนบางท่านมองว่า คลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) เป็นเรื่องที่เหลวไหล เพราะเอาเข้าจริงๆคลื่นในรูปแบบเดียวกันแต่การตีความหมายของนักลงทุนแต่ละคนกลับมีมุมมองที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องเหลวไหลที่เชื่อถือไม่ได้และไม่ควรจะให้ความสำคัญ

แต่จากประสบการณ์ในด้านการลงทุนที่ผ่านมาของผม  ผมกลับมองว่า คลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) มีความสำคัญกับการลงทุน แม้ว่าการลงทุนของผมจะอาศัยผลประกอบการเป็นปัจจัยพื้นฐานในการลงทุนของผมก็ตาม แต่ผมก็ให้ความสำคัญกับ คลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) ในการมอง “แนวโน้ม” จังหวะการลงทุนของผมเอง

ที่ผมต้องเกริ่มมาค่อนข้างยาวก็เพราะว่า ผมต้องการให้แฟนๆของผมปรับทัศนคติในด้านการลงทุน อย่ามองว่าอะไรเป็นเรื่องเหลวไหล อะไรเป็นเรื่องไม่เหลวไหล..สิ่งนี้จะต้องดีกว่าสิ่งนั้น..การลงทุนที่ดีนั้นคือการรู้จักหยิบฉวยเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆที่มีอยู่และรู้จักที่จะนำมันมา “ผสมผสาน” เพื่อให้การลงทุนนั้นมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จสูงสุด จะด้วยเครื่องมืออะไรก็ได้ จะด้วยวิธีไหนก็ได้แต่ไม่ใช่ “การโกง” 

ในครั้งนี้ขอให้จดจำภาพของคลื่นในจังหวะต่างๆกันก่อนนะครับ ในครั้งหน้าเราจะมาว่ากันจริงๆจังๆในเรื่องของ คลื่นอีเลียตเวฟ (Elliott wave) และกรณีศึกษาต่างๆกัน 

wave

wave1

wave2

ขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาติดตาม หากไม่รังเกียจกรุณาช่วยกด Like facebook หรือช่วยแชร์ ส่งต่อสิ่งดีๆเหล่านี้ให้กับสังคมด้วยนะครับ และขอเชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ..สังคมเล็กๆที่อบอุ่น เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆคืนให้กับสังคมต่อไป.

Logo_Fanpage_Small

บทความโดย : คุณชายมะนาว..กับหุ้นสายสีลม